พระพุทธรูปลอยน้ำจริงหรือไม่จริง



บทความนี้ เอามาจากบทความเรื่อง “พระพุทธรูปลอยน้ำ เรื่องจริงที่เล่าไม่หมด” ของผู้จัดการออนไลน์  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ผิดๆ ถูกๆ ของคนสมัยนี้ 

เนื้อหาของข่าวดังกล่าว  ตัดสั้นๆ แล้วก็มีดังนี้

ในตำนานเกี่ยวกับพระพุทธรูปที่เล่ากันมา มีพระพุทธรูปอยู่ ๓ องค์ที่ลอยน้ำมา ก่อนจะถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัดในขณะนี้ บางตำนานก็ว่ามีถึง ๕ องค์

หลายคนเชื่อกันว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่อีกหลายคนวินิจฉัยใคร่ครวญแล้ว ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่เล่าไม่หมด
      
องค์แรกที่ขึ้นบกก่อนองค์อื่น ก็คือ “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม” เล่ากันว่าท่านลอยมาตามลำน้ำแม่กลองแล้วออกไปจมอยู่ปากอ่าว

ชาวบ้านไปตีอวนติดพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริงขึ้นมา จึงนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม ริมฝั่งแม่กลองในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เลยเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม”
      
ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (สนิท เขมจารี) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม ได้เขียนไว้ในประวัติหลวงพ่อบ้านแหลมตอนหนึ่งว่า
      
 “ตามสันนิษฐานของข้าพเจ้าเห็นว่า ประวัติหลวงพ่อนั้นในขั้นต้นลอยน้ำมาตามข่าวลือ แต่มิใช่ท่านลอยน้ำมาตามลำพัง

คงมีผู้อัญเชิญมาบนเรือจากที่แห่งหนึ่งเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ในที่แห่งหนึ่ง และ ต้องผ่านมาทางทะเล เพราะสมัยนั้นการคมนาคมทางบกไม่สะดวก และเป็นของหนักจึงต้องนำท่านบรรทุกเรือมาทางน้ำ

ในขณะเรือผ่านมานั้นน่าจะมีบางวัดนิมนต์ท่านไว้สักการบูชาที่วัด แต่ไม่สำเร็จเพราะผู้นำมาไม่ยอมถวาย จึงเล่าลือว่าท่านไม่ยอมขึ้นอยู่ในวัดใดทั้งสิ้น เว้นแต่วัดบ้านแหลม

ขณะที่นำผ่านทางทะเลไปนั้น เรือคงอับปางลงและเหลือวิสัยที่จะงมท่านขึ้นมาได้...”
      
องค์ที่ขึ้นบกต่อจากหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ก็คือ หลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งเล่ากันว่าท่านลอยๆจมๆมาตามกระแสน้ำในแม่น้ำบางปะกง แล้วมาโผล่ที่หน้าวัดโสธร ซึ่งตอนนั้นยังมีชื่อว่า “วัดหงส์”

อาจารย์ไสยศาสตร์ท่านหนึ่งได้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง แล้วใช้สายสิญจน์คล้องพระหัตถ์อัญเชิญขึ้นบนฝั่ง นำไปประดิษฐานไว้ในวิหาร
      
องค์ที่ขึ้นบกหลังสุด กลับเป็นองค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ “หลวงพ่อโต” วัดบางพลีใหญ่ใน อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
      
ตามตำนานกล่าวว่า หลวงพ่อโตลอยน้ำมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏให้คนเห็นที่ตำบลหนึ่งในกรุงเทพฯ มีคนถึงสามแสนมาช่วยกันฉุดให้ท่านขึ้นบก แต่ท่านก็ไม่ยอมขึ้น ผลุบจมน้ำหายไป ตำบลนั้นเลยเรียกกันว่า “บางสามแสน” ต่อมาก็เพี้ยนเป็น “สามเสน” ในปัจจุบัน
      
หลวงพ่อมาโผล่อีกทีที่ปากคลองสำโรง ชาวบ้านกลัวว่าท่านจะจมหายไปอีกเลยผูกแพเสริม แล้วจูงท่านเข้ามาในคลอง อธิษฐานกันว่าถ้าท่านต้องการจะขึ้นบกตรงไหนก็ขอให้ท่านหยุดตรงนั้น ท่านลอยมาถึงหน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงครามก็หยุด ชาวบ้านที่พายเรือตามมาเป็นร้อยจึงอัญเชิญท่านขึ้นฝั่ง
      
พระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนเป็นโลหะหนัก คนรุ่นใหม่คงยอมรับไม่ได้ว่าท่านลอยน้ำได้ แต่ถ้าพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ก็น่าเชื่อว่าท่านลอยน้ำมาจริงๆ

เพราะสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. ๒๓๑๐ คนไทยที่ต้องหนีเอาชีวิตรอด ยังห่วงพระพุทธรูปที่เคารพนับถือกลัวว่า จะถูกพม่าเผาทำลาย ครั้นจะแบกท่านหนีหรือฝังดินไว้แบบฝังสมบัติก็คงไม่ไหว

จึงต่อแพเอาท่านซ่อนไว้ข้างใต้ แล้วปล่อยลอยน้ำไหลลงไปทางใต้ ให้พ้นเงื้อมมือของคนใจบาปหยาบช้า ท่านคงลอยน้ำมาด้วยวิธีนี้

คนไทยเรานับถือสิ่งใดก็อยากให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะว่าหลอกกันก็ไม่ใช่ เพียงแต่เล่าไม่หมดเท่านั้นเอง

ข้อความในพื้นสีเขียวคือข้อความที่รับทราบกันโดยทั่ว ส่วนข้อความในพื้นสีเหลืองคือ ข้อความที่ “ตีความ” ขึ้นใหม่ของคนยุคปัจจุบัน ที่คิดว่าตนเองรู้ดีแล้ว 

แต่ถ้ามองในแง่ของศาสนา “โง่บัดซบ” อย่างสุดๆ เพราะ ความคิดดังกล่าวจะพากันตกนรก ไม่ได้ผุดได้เกิดไปนานเหมือนกัน

ผมเคยถามคุณลุงการุณย์ บุญมานุชว่า หลวงพ่อโสธรลอยน้ำมาจริงไหม  คุณลุงก็ตอบว่าจริง  

ถ้าท่านผู้อ่านสงสัยว่า ทำไมถามแค่หลวงพ่อโสธร  คำตอบก็คือ ชื่อของหลวงพ่อโสธรมีอยู่ใน “บันทึกปราบมาร” ของคุณลุง 

ในบันทึกดังกล่าว  จักรพรรดิในหลวงพ่อโสธรมาหาลุง แล้วบอกว่าจะช่วยคุณลุงทำงานปราบมาร โดยจะหาเงินให้ลุงประมาณ 10 ล้านบาท

ผมก็ถามลุงว่า “แล้วได้เงินหรือยัง”  ลุงก็หัวเราะ แล้วตอบว่า “ยังไม่เห็นสักบาท”  ปัญหาก็คือ คนที่จะเชื่อมต่อจากจักรพรรดิหลวงพ่อโสธรมายังลุง ยังหาไม่ได้

กลับมาถึงเรื่องที่ว่า “พระพุทธรูปลอยน้ำจริงหรือไม่จริง”  เอาในแง่ของความเป็นวิชาการก่อน

ถ้าคำนึงถึงในยุคปัจจุบัน เรามีเหล็กลอยขึ้นไปในอากาศมากมาย จนเห็นเป็นเรื่องปกติ เหล็กลอยน้ำได้ เช่น เรือ เป็นต้นก็เป็นเรื่องปกติ 

เรื่องนี้ ถ้าคิดกันจริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหมือนกัน

แต่ที่เป็นเรื่องปกติก็เป็นเพราะว่า นักวิทยาศาสตร์เขามีคำอธิบายถึงสาเหตุของการมหัศจรรย์พันลึกอย่างนั้นได้

ที่นี้จักรพรรดินั้น ถ้าคนไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ และยิ่งบ้างมงายในวิทยาศาสตร์แล้ว มันก็ไม่เชื่อไปกันใหญ่ จักรพรรดินั้น ท่านจะทำอะไรก็ได้  ถ้าท่านอยากจะทำ

จักรพรรดิหลวงพ่อโสธรนั้น มีความศักดิ์สิทธิ์มาก และศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงปัจจุบัน หลักฐานพิสูจน์ก็คือ การที่มีคนไปทำบุญกับท่านมหาศาล

โดยปกติแล้ว วัดไหนจะมีคนขึ้น มีคนไปมาก จะต้องมี “คน” หรือ “พระ” ที่เก่งกาจอยู่ ณ ที่นั้น แต่วัดหลวงพ่อโสธร ไม่มีคนอย่างนั้น พระก็แทบจะฆ่ากันตายเพราะแย่งเงินกัน

วัดหลวงพ่อโสธรนั้น พุทธศาสนิกชนไปทำบุญเพราะบารมีของหลวงพ่อโสธรจริงๆ

ผมขอยืนยันว่า หลวงพ่อโสธรท่านลอยน้ำมาจริงๆ  คนในยุคนั้นก็เชื่อจริงๆ เพราะเห็นกับตา  เมื่อเวลาผ่านมานานๆ เข้า  และด้วยอิทธิพลของวิทยาศาสตร์  คนในยุคหลังๆ ชักไม่เชื่อขึ้นมา ก็หาเรื่อง “ตีความ” กันไป 






พระทรงเครื่อง-จักรพรรดิ-พระศรีอาริย์




มีคนเอาภาพแรกด้านบนไปตั้งกระทู้ถามในห้องศาสนา พันธุ์ทิพย์ว่า พระในรูปเป็นพระอะไร  ผมก็รอดูว่า จะมีใครรู้บ้างไหม  รอมา 2-3 วัน มีคนมาให้ความคิดเห็นเพียง 5 คน

นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ของคนในห้องศาสนา พันธุ์ทิพย์เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ดี มีความคิดเห็นที่พอจะนำมาเป็นแนวทางในวิพากษ์วิจารณ์ได้ คือ ความคิดเห็นที่ 2  ดังนี้

โดยทั่วไป พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในกับป์นี้ จะไม่ทรงเครื่ิองจักรพรรดิ์ แต่ที่เห็นจะเป็นพระศรีอารย์  แต่ก็จะตามประสงค์ผู้สร้าง อาจจะมีระบุชื่อพระพุทธเจ้าที่ฐาน

ความคิดเห็นที่ 2 นี้ มีภาพประกอบด้วย คือ ภาพที่ 3 ที่ผมนำเสนอไปแล้วด้านบน

ขอประกาศไปก่อนเลยว่า  เรื่องพระในภาพดังกล่าวนั้น ไม่มีใครหน้าไหน เข้าใจและตอบได้รู้เรื่องเลย แม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะโกนหัว หรือไม่โกนหัว  ไม่ว่าจะผมดำ หรือผมหงอก  มีหลวงพ่อวัดปากน้ำรูปเดียวเท่านั้น ที่อธิบายได้ถูกต้อง

รูปพระดังกล่าวนั้น เป็นรูปของ “จักรพรรดิ” ซึ่งไม่ใช่พระ  

รูปของพระองค์แรกนั้นคือ "พระพุทธมหาจักรพรรดิ" เป็นพระประธานในอุโบสถวัดนางนองวรวิหาร

ส่วนรูปที่ 2 นั้น คือ “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” เป็นพระประธานในอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ จังหวัดอยุธยา 

โดยสรุป พระที่คนนำมาถามนั้น คนไทยเข้าใจผิดแตกต่างกันไป คือ บางท่านว่า “พระศรีอาริย์” บางท่านว่า “พระทรงเครื่อง”  บางท่านว่า “พระจักรพรรดิ”

มาเริ่มกันที่ “พระศรีอาริย์”

ขอให้ดูภาพที่ 3 ด้วย  มีคนจำนวนมากเชื่อว่า พระดังกล่าวเป็นพระศรีอาริย์ แบบดื้อๆ ด้านๆ โดยไม่มีเหตุผลอะไรประกอบเลย

ดูจากภาพที่ 3  พระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ มี 5 พระองค์  พระพุทธเจ้า 4 พระองค์แรกก็เป็นพระเหมือนกัน  แล้วองค์สุดท้ายทำไมจะต้องไปแต่งองค์ทรงเครื่องถึงขนาดนั้น

พวกนี้ เขาว่ามาอย่างไร  มันก็จำไป ว่าอย่างนั้นต่อ หาสาระอันใดมิได้

ต่อมาที่ “พระทรงเครื่อง”  

พระในภาพดังกล่าวนั้น นักวิชาการมักจะบอกว่าเป็น “พระทรงเครื่อง” ผมอ่านหนังสือของคุณสุชีพ ปุญญานุภาพ หรือนักวิชาการท่านอื่นๆ ท่านก็ว่าเป็นพระทรงเครื่อง โดยไม่มีคำอธิบายประกอบเลยว่า พระทำไมไปทรงเครื่องอย่างนั้น

เรื่องพระทรงเครื่องนี้ มีนักวิชาการชาวตะวันตกท่านหนึ่ง ถามขึ้นมาว่า “พระพุทธเจ้าทรงหนีออกจากวัง เพื่อทิ้งเครื่องทรงเหล่านี้ แล้วท่านจะไปทรงเครื่องอีกทำไม

นักวิชาการชาวไทยก็ใบ้แดก  ตอบเขาไม่ได้...

ปางทรงเครื่องนี้ ตำราบางแห่งว่าเป็นปางทรมานพระชมพูบดี ฯลฯ หลายชื่อเหลือเกินแต่เกี่ยวกับพระชมพูบดี

ผมอ่านแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นภายหลัง  ค่อนข้างมั่ว ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก จึงถือเอามาเป็นหลักฐานอะไรไม่ได้

สุดท้ายคือ “พระจักรพรรดิ”

การเดาว่า พระในภาพเป็นพระจักรพรรดินั้น ไม่ถูกนะครับ  เพราะ “จักรพรรดิไม่ใช่พระ

เอาหลักการใหญ่ๆ ก่อนเลย..

การที่จะมีผู้มาบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วนำมาสั่งสอนผู้คนบรรลุอรหันต์แล้วไปอยู่ที่อายตนะนิพานนั้น จะมี 2 ยุค  คือ ยุคของพระพุทธเจ้า กับ ยุคของจักรพรรดิ

ขอแตกต่างกันก็คือ พระพุทธเจ้าจะต้องออกบวช แต่จักรพรรดิไม่ออกบวช จักรพรรดิเป็นฆราวาส  

ยุคใดมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้  ก็จะไม่มีจักรพรรดิมาตรัสรู้  ยุคใดมีจักรพรรดิมาตรัสรู้ ก็ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้  ไปอ่านไตรภูมิพระร่วงดูได้

ต่อไป ลงลึกในรายละเอียด

ในการสร้างบารมีของจักรพรรดินั้น ก็มี 2 แบบ คือ ประเภทแรกก็ลงทุนมาเกิด มีกายเนื้อเพื่อสร้างบารมีกันเลย  อีกประเภทหนึ่งคือ จักรพรรดิกายละเอียด 

จักรพรรดิประเภทกายละเอียดนั้น สร้างบารมีด้วยตัวท่านเองไม่ได้  ท่านจะต้องอาศัยคนเพื่อไปสร้างบารมีด้วยกัน

จักรพรรดิประเภทกายละเอียดจะไปอยู่ตามรัตนชาติ คด พระพุทธรูป พระเครื่อง ฯลฯ เมื่อไปอยู่กับใคร  ท่านก็สร้างบารมีคู่กับคนนั้น

กลับมาเข้าเรื่องของภาพดังกล่าว

ขอให้ไปดูพระภาพที่ 1-2 ใหม่อีกครั้งหนึ่ง  และให้สังเกตดูให้ดีว่า "พระพุทธมหาจักรพรรดิ" ของวัดนางนองวรวิหารนั้น  จะไม่มีรอยจีวรทางแขนซ้าย เหมือนกับ “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” ของวัดหน้าพระเมรุ

นั่นแสดงว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” ของวัดหน้าพระเมรุนั้น เมื่อก่อนเป็นพระปางมารวิชัยตามปกติ ไม่มีการทรงเครื่อง

ต่อมาภายหลังจึงได้ตกแต่งใหม่ คือ รื้อเอาจีวรออกไป แล้วเอาเครื่องทรงมาใส่ไว้แทน

พระทรงเครื่องแบบนี้ มีเฉพาะในเมืองไทย และเป็นที่นิยมมากตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ต่อเนื่องมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันนี้ ก็ได้รับความนิยมขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ผมสันนิษฐานว่า  ในสมัยอยุธยาจะต้องมีคนปฏิบัติธรรมเก่ง จนรู้ว่าในพระประธานในโบสถ์นั้น มีกายเป็นอย่างไร  รู้ละเอียดเสียด้วย  ท่านจึงเอาจีวรออก แล้วนำเครื่องทรงไปใส่ไว้

นอกจากนั้นแล้ว ยังขอให้ผู้อ่านไปดูการแต่งตัวของละครในเรื่องรามเกียรติ์  ผมก็ว่า น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากเครื่องทรงของจักรพรรดินี่แหละ

รามเกียรติ์นี่ ทางเอเชียรับมาจากอินเดีย เครื่องแต่งกายของไทยหรูหราอลังการที่สุด เคยดูของอินโดนีเซีย หนุมานยังเป็นลิงอยู่เลย






พระแก้วมรกตหลบแดด




พระแก้วมรกตที่ว่านี่ ไม่ใช่องค์จริงที่อยู่ในวัดพระแก้วนะครับ  เพราะ องค์จริงนั้น ไม่โดนแดดอยู่แล้ว

องค์ที่เป็นข่าวนี้ เป็นพระแก้วมรกตจำลอง  อยู่ที่วัดโนนไทย ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยของผมนี่แหละ ห่างกันไม่ถึง 30 กิโลเมตร

อ่านข่าวกันก่อน แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์กันภายหลัง

ผมเอาข่าวมาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ ชื่อหัวข่าวก็ว่า “พิสูจน์ปาฏิหาริย์! “พระแก้วมรกต” วัดโนนไทยโคราช หันหน้าหลบแดดได้เอง

เนื้อหาของข่าว ก็เป็นดังนี้

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - พิสูจน์ปาฏิหาริย์! “พระแก้วมรกต” วัดโนนไทยโคราช เคลื่อนย้ายองค์หันหน้าหลบแดดได้เอง “หลวงพ่อจอย”

เกจิดังเจ้าอาวาสวัดเผยเช่าพระแก้วมรกตจำลอง 6 องค์มาจาก กทม.เมื่อ 17 ปีก่อน เพื่อประดิษฐานไว้บนยอดศาลาการเปรียญ แต่แปลกพบหันหน้าจากทิศตะวันออกไปทิศเหนือเอง

ทั้งที่โบกปูนฐานไว้แน่น และปีนี้เกิดขึ้นแล้ว 3 ครั้ง เชื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ ปชช.เกรงกลัวต่อบาป

วันนี้ (26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ด.ต.ตึ่ง พึ่งกิ่ง นายกเทศมนตรีตำบลโนนไทย ว่า องค์พระแก้วมรกตจำลอง ที่วัดโนนไทย ต.โนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา หันหน้าหลบแดดจากทิศตะวันออกไปทางทิศเหนือได้เอง

สร้างความแปลกประหลาดใจให้แก่ญาติโยม และประชาชนที่เข้ามาทำบุญที่วัดเป็นอย่างมาก
     
ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบประชาชนจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยพระครูอนุวัตรชินวงศ์ หรือ หลวงพ่อจอย เจ้าอาวาสวัดโนนไทย ซึ่งถือเป็นศิษย์เอกหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ เกจิชื่อดัง จ.นครราชสีมา กำลังมาดูปรากฏการณ์แปลกประหลาดดังกล่าว
     
หลวงพ่อจอย เจ้าอาวาสวัดโนนไทย กล่าวว่า อาตมาได้เช่าพระแก้วมรกตจำลอง มาจากกรุงเทพมหานคร เมื่อ 17 ปีที่แล้ว จำนวน 6 องค์

พร้อมได้อัญเชิญพระแก้วมรกตทั้ง 6 องค์ ขึ้นไปประดิษฐานไว้บนยอดศาลาการเปรียญวัด ซึ่งใช้เป็นกุฏิสงฆ์ด้วย ตามทิศต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล
     
ช่วงหลังมีประชาชนสังเกตเห็นพระแก้วมรกต 1 องค์ ที่นำขึ้นไปประดิษฐานไว้โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลักษณะแปลกกว่าองค์อื่นๆ เกิดขึ้น คือ พระแก้วมรกต ได้เคลื่อนย้ายองค์หันหน้าหลบแดดไปทางทิศเหนือ

ซึ่งในตอนแรกไม่ได้แปลกใจอะไร และให้ลูกศิษย์ขึ้นไปหันกลับมาทิศเดิม แต่ก็พบว่าได้หันกลับไปทิศเหนืออีกเช่นเคย

โดยในปีนี้พระแก้วมรกตได้หันหน้าหลบแดดเกิดขึ้นแล้วถึง 3 ครั้ง สร้างความแปลกประหลาดให้แก่พระสงฆ์ ประชาชน และญาติโยมเป็นอย่างมาก
     
ต่อมา เจ้าหน้าที่จากกองช่างเทศบาลตำบลโนนไทย ได้นำรถกระเช้าปีนขึ้นไปตรวจสอบบริเวณใต้ฐานพระแก้วมรกตองค์ดังกล่าว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร

อีกทั้งยังให้นำปูนขึ้นไปโบกไว้บริเวณฐานพระเพื่อให้แน่นหนาป้องกันการเคลื่อนตัวแต่ไม่เป็นผล องค์พระแก้วมรกต ก็ยังหันหน้าหลบแดดเองอีกเช่นเดิม
     
 “อาตมาเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระแก้วมรกต ที่ต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ให้ประชาชนได้เห็น และเกรงกลัวต่อการทำบาป” หลวงพ่อจอย กล่าว
     
หลวงพ่อจอย กล่าวอีกว่า ส่วนพระแก้วมรกต อีก 5 องค์ ที่ประดิษฐานอยู่ข้างบนนั้น ไม่พบมีการเคลื่อนย้ายองค์พระแต่อย่างใด ตั้งประดิษฐานไว้อย่างไรก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

และพระแก้วมรกตทุกองค์นั้น ล้วนตั้งอยู่สูงจากพื้นกว่า 30 เมตร หากใครจะขึ้นไปเคลื่อนย้ายองค์พระเพื่อสร้างความประหลาดให้แก่ประชาชนก็เป็นไปได้ยาก และคงไม่มีใครอุตริไปทำการเช่นนั้นได้
     
ด้าน ด.ต.ตึ่ง พึ่งกิ่ง นายกเทศมนตรีตำบลโนนไทย กล่าวว่า การที่องค์พระแก้วมรกตมีการเคลื่อนย้ายหลบแดดได้เองนั้นเป็นเรื่องประหลาดอย่างมาก

ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้เจ้าหน้าที่กองช่างเทศบาลขึ้นไปดูร่องรอยว่ามีใครขึ้นไปทำการเคลื่อนย้ายองค์พระหรือไม่ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระแก้วมรกตแน่นอน และวันนี้เทศบาลตำบลโนนไทย ได้นำรถกระเช้ามาให้บริการผู้สื่อข่าวขึ้นไปพิสูจน์ พร้อมบันทึกภาพด้วยตัวเองด้วย


ในส่วนความคิดเห็นส่วนตัวของผม  ผมว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่พระแก้วมรกตองค์ดังกล่าวจะแสดงฤทธิ์ของท่าน

และก็เป็นไปได้เหมือนกันที่ลูกศิษย์อาจจะปีนขึ้นไป แล้วขยับองค์พระให้เป็นไปตามข่าว

สำหรับบทความนี้ จะตัดเรื่องที่ว่า มีลูกศิษย์ไปทำอย่างนั้น ออกไปเสีย เพราะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ไม่ต้องมาเขียนบทความนี้

ขอบอกก่อนว่า ในพระแก้วมรกตจำลองนั้น ถ้ามีความศักดิ์สิทธิ์จะมี “จักรพรรดิ” อยู่ข้างใน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธ ก็คือ จักรพรรดินี่แหละ

พระเครื่อง พระพุทธรูป พระบูชา โป่งข่าม คด ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ถ้ามีจักรพรรดิอยู่ ก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์  ถ้าไม่มีก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์

ถ้าถามว่า “จักรพรรดิ” มาจากไหน   คำตอบก็คือ จักรพรรดิก็มาจากคนนั่นแหละ

ในสมัยนานมาแล้ว  คนในยุคนั้น จะอธิษฐานบารมีให้เป็นพระพุทธเจ้ากับจักรพรรดิอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผู้ที่อธิษฐานใจต้องการเป็นจักรพรรดิ ก็มาเกิดเป็นจักรพรรดิกายละเอียดนี่แหละ

รูปร่างหน้าตาของจักรพรรดิก็เหมือนพระทรงเครื่อง  พูดง่ายๆ ว่า คนโบราณท่านเคยเห็นจักรพรรดิ  ท่านก็สร้างรูปเคารพไว้บูชา

คนรุ่นต่อมา ไม่รู้เรื่องก็บอกว่าเป็น “พระทรงเครื่อง

จากการที่บอกแล้วว่า จักรพรรดิก็มาจากมนุษย์ ดังนั้น นิสัยของจักรพรรดิก็จะเป็นแบบมนุษย์  บางท่านขี้เล่น  หรือชอบสนุก ก็มักจะทำอะไรให้เป็นเรื่องแปลกๆ ให้เห็น

เหตุผลก็คือ “เพื่อแสดงฤทธิ์ของท่านให้คนรับรู้บ้าง”   ภาษาวิชาการก็คือ แสดงอัตลักษณ์ในเป็นที่ประจักษ์กันบ้าง

ผมเองมีจักรพรรดิมากมายจำนวนมหาศาล  ท่านแสดงฤทธิ์ให้เห็นเป็นประจำ  เท่าที่จำได้ก็คือ

1- เรือนของท่านที่เป็นดวงแก้วสีขาวใส  ท่านเปลี่ยนเป็นสีชมพู  เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นสีชมพูอยู่

2- ผมเคยมีจอคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่เป็นจอ crt  จักรพรรดิท่านยังไปทำเป็นดวงกลมใสในจอเลย

โดยสรุป

การที่จักรพรรดิแสดงฤทธิ์ดังข่าวนั้น เป็นไปได้  และไม่ใช่เป็นการแสดงฤทธิ์ที่สูงแต่อย่างใด ท่านสามารถแสดงฤทธิ์ได้มากกว่านี้

คนที่ไม่เชื่อ มันก็หาทาง “เดา” แบบไม่เชื่อ แบบสมองหมา ปัญญาควายไปเรื่อย  


อย่างไรก็ดี  เรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องทะลึ่งของลูกศิษย์วัดบางคน บางกลุ่มก็ได้